คางคก สัตว์มีพิษมากประโยชน์ที่ค่าตัวค่อนข้างสูง

ถ้าให้นึกถึงสัตว์ในตระกูลกบที่พบเห็นได้บ่อยครั้ง คางคกจะเป็นอีกหนึ่งชื่อที่หลายคนคิดขึ้นมาได้ เพราะพวกมันมีลักษณะภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์มาก และยังเป็นสัตว์ขนาดเล็กที่สร้างความหวาดกลัวให้กับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้พอสมควร พวกมันจึงมีเปอร์เซ็นต์รอดชีวิตจากสัตว์นักล่าสูง แต่ก็มีบางสายพันธุ์ก็พ่ายแพ้ให้กับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเจริญเติบโต จนกระทั่งกลายเป็นสัตว์ที่หาตามแหล่งธรรมชาติไม่ได้อีก

ภาพลักษณ์ภายนอกที่มองเห็นเมื่อไรก็รู้ได้ทันที

ลักษณะของคางคกจะมีรูปร่างคล้ายกบ ผิวหนังเป็นปุ่มปมหลากหลายขนาด มองไปก็จะเห็นความหยาบของผิวชั้นนอกได้อย่างชัดเจน บริเวณไหนที่เป็นพื้นที่กว้างก็จะมีปุ่มขนาดใหญ่ เช่น กลางหลัง เป็นต้น หน้าที่ของปุ่มนี้คือปล่อยสารพิษที่มีลักษณะเป็นน้ำยางเหนียวออกมา เป็นอาวุธสำหรับป้องกันตัวที่สามารถจัดการสัตว์ใหญ่ให้มึนเมาหรือเสียชีวิตได้ ช่วงขาของคางคกจะสั้นกว่ากบจึงเคลื่อนไหวได้ช้า ทั้งยังชอบเก็บตัวอยู่ใต้ดินหรือตามพื้นที่ซ่อนตัวได้มากกว่า

ประโยชน์ทางยาที่ถูกนำมาใช้ในการแพทย์แผนไทย

ถึงคางคกจะเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีพิษมาก อีกทั้งรูปร่างก็ไม่ค่อยน่ามองเท่าไรนัก แต่พวกมันมีประโยชน์ทางยาค่อนข้างสูง สามารถใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อรักษาโรคเรื้อนระยะต้น โรคมะเร็งบางชนิด และยังใช้เพื่อการฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย โดยจะใช้กับแพทย์ทางเลือกในกลุ่มของแพทย์แผนไทยเป็นหลัก ด้วยการเลือกลักษณะของคางคกที่ผ่านการตากแห้งมาแล้ว และยังไม่มีอวัยวะส่วนไหนเน่าเสียไป ย่างบนไฟทั้งตัวจนได้ที่ก่อนนำมาบดเพื่อผสมกับตัวยาอื่นๆ แล้วแต่จุดประสงค์ว่าจะใช้รักษาโรคอะไร

มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คางคกอาจจะไม่ใช่วัตถุดิบที่ได้รับความนิยมในบ้านเรามากนัก แต่มันเป็นสินค้าส่งออกที่มีตลาดรองรับกว้างมากทีเดียว โดยเฉพาะประเทศโซนเอเชียที่ยังชื่นชอบการรักษาโรคด้วยสมุนไพรอยู่ เช่น ประเทศจีน เป็นต้น ปัจจุบันจึงมีการเพาะเลี้ยงสัตว์ชนิดนี้กันเป็นอาชีพ เลี้ยงง่าย ใช้ต้นทุนเริ่มต้นไม่มาก และแต่ละรอบการจับเพื่อจำหน่ายนั้นสร้างรายได้ค่อนข้างดี ยิ่งถ้าผู้เลี้ยงมีกระบวนการแปรรูปที่ทำให้ผู้รับซื้อสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย มูลค่าซื้อขายก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม คนที่สนใจการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงนั้นจะต้องมีความเข้าใจ และรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนี้เป็นอย่างลึกซึ้ง ไม่อย่างนั้นประสิทธิภาพการเพิ่มจำนวนผลผลิตก็จะไม่คุ้มค่าการลงทุน อีกทั้งยังเสี่ยงส่งสินค้าที่เป็นอันตรายให้กับผู้รับซื้อด้วย