Categories
สัตว์น้ำ

ดอกไม้ทะเล สัตว์น้ำที่สร้างเมือกป้องกันพิษของตัวเอง

แม้ว่า ดอกไม้ทะเล จะใช้ชีวิตยึดติดอยู่กับที่ตลอดเวลา เว้นแต่ว่าจะเจอมรสุมหรือความเปลี่ยนแปลงบางอย่างใต้ท้องทะเล แล้วถูกพัดพาจนไปเกาะยังพื้นที่อื่น แต่มันก็ไม่ได้เป็นพืชใต้น้ำอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลังตระกูลเดียวกับปะการังแข็ง จำเป็นต้องหาแหล่งยึดเกาะพร้อมกับสร้างบางสิ่งบางอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่ปะการังบางสายพันธุ์สร้างหินปูนเคลือบผิวนอกได้ ดอกไม้ทะเลก็สร้างเข็มพิษได้เหมือนกัน

ดอกไม้ทะเล นั้นไม่มีสมองแต่มีเส้นประสาทนับไม่ถ้วน

โครงสร้างตามธรรมชาติของดอกไม้ทะเลจะคล้ายคลึงกับสัตว์จำพวกแมงกะพรุน ไฮดรา และปะการังบางชนิด ที่มีโพรงกลวงกลางลำตัวให้น้ำไหลผ่านได้ ส่วนด้านนอกจะเป็นกิ่งก้านหรือหนวดที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระตามกระแสน้ำ รูปร่างและสีสันก็แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ เมื่อมองภาพรวมเราจึงเห็นเหมือนทุ่งดอกไม้หลากสีใต้ท้องทะเล จุดที่น่าสนใจก็คือพวกมันไม่ได้มีสมองไว้ตัดสินใจ แต่ใช้เส้นประสาทที่กระจายตัวอยู่ตามกิ่งก้านทั้งหมดตอบสนองสิ่งที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมแทน และส่วนนี้เองที่ทำให้ดอกไม้ทะเลรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว 

ความสวยงามของดอกไม้ทะเลแฝงไว้ด้วยพิษร้ายแรง

ดูเหมือนจะเป็นกฎเกณฑ์ของสัตว์ใต้ท้องทะเลไปแล้ว กับเงื่อนไขที่ว่าสัตว์ชนิดไหนมีสีสันจัดจ้าน สัตว์ชนิดนั้นมีพิษร้ายที่ทำอันตรายถึงชีวิตได้ บนผิวสัมผัสรอบนอกของกิ่งก้านหรือหนวดทั้งหมดที่ดูอ่อนนิ่ม จะมีเข็มพิษจำนวนมหาศาลซ่อนอยู่ ระดับความรุนแรงมีตั้งแต่ทำให้ศัตรูเป็นอัมพาตไปจนถึงขั้นเสียชีวิต อาวุธนี้เป็นตัวช่วยสำหรับการล่าเหยื่อของดอกไม้ทะเล ซึ่งทำอันตรายต่อตัวมันเองด้วย ดอกไม้ทะเลจึงต้องมีกลไกการสร้างเมือกปกคลุมเอาไว้ และตรงจุดนี้มีเพียงปลาการ์ตูนเท่านั้นที่ปรับตัวได้ และเรียนรู้ที่จะสร้างเมือกเพื่ออาศัยหลบภัยในพุ่มดอกไม้ทะเลได้อย่างปลอดภัย

ไม่ใช่ดอกไม้ทะเลทุกชนิดที่เป็นมิตรกับปลาการ์ตูน

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นแล้วว่าพิษของดอกไม้ทะเลนั้นมีหลายระดับ บางสายพันธุ์สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งใคร มิหนำซ้ำยังไม่ต้องกลัวภัยอันตรายจากสัตว์ทะเลหน้าไหนอีกด้วย จึงไม่เกิดการอยู่แบบพึ่งพาอาศัยกันกับปลาการ์ตูน สำหรับลักษณะของดอกไม้ทะเลที่มักอยู่คู่กับปลาการ์ตูนนั้น จะต้องมีหนวดที่อ่อนนิ่มและค่อนข้างยาว มีเข็มพิษเกาะกลุ่มกันที่บริเวณปลายหนวดมากกว่าส่วนอื่น กอรวมตัวกันเป็นพุ่มใหญ่ที่ค่อนข้างหนาแน่น ปลาการ์ตูนจะอาศัยอยู่ในพุ่มนั้น พร้อมกับเป็นเหยื่อล่อสัตว์ทะเลบางชนิดให้มาเป็นอาหารของดอกไม้ทะเลได้ สัตว์ทั้งสองชนิดนี้พึ่งพากันเสมอ จึงเป็นธรรมดาที่เมื่อเราเจอปลาการ์ตูนที่ไหนก็มักจะเจอดอกไม้ทะเลที่นั่นด้วย

Categories
สัตว์น้ำ

แมงกะพรุน สัตว์ตัวใสที่มักมาเยือนพร้อมกับสายฝน

โลกใต้ท้องทะเลยังคงมีปริศนาอีกหลายข้อที่ไม่ถูกไขให้กระจ่างชัด ส่งผลให้สัตว์ทะเลส่วนใหญ่ได้รับความสนใจในแง่ของความลึกลับค่อนข้างมาก แมงกะพรุน ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ทั้งรูปร่างและการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกลักษณ์ ชวนให้รู้สึกว่ามันอาจเป็นสัตว์ที่ผูกมิตรได้โดยง่าย แต่ความจริงกลับมีพิษร้ายและคาดเดาพฤติกรรมไม่ได้เลย การทำความรู้จักกับแมงกะพรุนให้มากขึ้นอีกนิด ก็จะช่วยให้เราใกล้ชิดกับสัตว์ชนิดนี้ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น

สีสันของแมงกะพรุนไม่ได้เป็นตัววัดว่ามันมีพิษหรือไม่

จะด้วยแคมเปญการท่องเที่ยวหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าแมงกะพรุนนั้นแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ แมงกะพรุนมีพิษ และแมงกะพรุนไม่มีพิษ ทั้งที่ความจริงแล้วแมงกะพรุนมีพิษทุกสายพันธุ์ อยู่ที่ว่าระดับของพิษจะรุนแรงจนทำให้เราเป็นอันตรายได้หรือไม่ ขนาดแมงกะพรุนตัวเล็กสีใสที่เราแทบมองไม่เห็นเวลาอยู่ในทะเล ถ้าโดนเข้าไปก็มีอาการแสบๆ คันๆ เช่นเดียวกัน ส่วนสีสันที่อยู่บนตัวแมงกะพรุนนั้นเอาไว้วัดว่าพิษของมันร้ายกาจแค่ไหน ยิ่งสีสวยเท่าไรก็สุ่มเสี่ยงว่าอาจทำให้ถึงตายได้มากเท่านั้น

ขนาดตัว ไม่ได้แปรผันตรงกับความรุนแรงของพิษ

ปกติเวลาเจอแมงกะพรุนตัวเล็กๆ ที่ว่ายผ่านเราไปตอนอยู่ในทะเล หลายคนจะสนอกสนใจและอยากลองจับมันมาดู หรืออย่างน้อยก็ขอเข้าไปใกล้อีกนิดเพื่อให้เห็นได้ชัดขึ้น ในทางกลับกันถ้าเป็นแมงกะพรุนตัวใหญ่ เราจะรีบหนีขึ้นฝั่งกันอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องรู้เพิ่มเติมก็คือขนาดลำตัวของแมงกะพรุนไม่ได้บอกเลยว่ามันมีพิษร้ายแรงหรือไม่ เพราะแมงกะพรุนที่มีพิษร้ายในอันดับต้นๆ มีขนาดเพียงแค่ไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะเข้าใกล้แมงกะพรุนที่มีขนาดใหญ่ได้ แม้ว่าจะเคยเห็นนักประดำน้ำหลายคนทำแบบนั้นก็ตาม เพราะพวกเขาเหล่านั้นผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้เกี่ยวกับแมงกะพรุนแต่ละชนิดมามากพอที่จะป้องกันตัวเองได้แล้ว

มันมาทักทายเราในช่วงหน้าฝนเสมอ

เรามักจะได้เห็นแมงกะพรุนตามชายฝั่งในช่วงหน้าฝนมากกว่าฤดูกาลอื่น ไม่ใช่เพราะพวกมันอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศของที่อยู่อาศัยตามอำเภอใจ แต่เป็นเพราะวงจรชีวิตที่ไม่อาจว่ายต้านกระแสน้ำได้มากนัก เมื่ออุณหภูมิทำให้กระแสน้ำเปลี่ยนทิศทาง พวกมันจึงลอยมาตามเส้นทางนั้นด้วย ไม่นานนักหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง พวกมันก็จะจากไปอย่างรวดเร็ว และทิ้งบางส่วนให้แห้งตายอยู่บนชายหาด ช่วงหลังฝนตกจึงเป็นจังหวะที่ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง ควรงดลงเล่นน้ำจนกว่าอากาศจะสดใสดีกว่า